จะเป็นอย่างไรเมื่อเมืองเริ่มมุ่งสร้างความพอใจให้กับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

0 Comment

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าบรรยากาศกระแสความไม่พอใจของบรรดาเหล่าผู้ประกอบอาชีพ วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

นั้นจะมีกรณีหลายกรณีที่สร้างความรู้สึกระหองระแหงต่อรัฐบาล รวมทั้งยังมีกรณีเรื่องข้อพิพาทกับ อูเบอร์และแกร็บคาร์ ที่นำมาซึ่งข้อเรียกร้อง ผ่านการรวมตัวชุมนุมของวินมอเตอร์ไซค์อยู่เสมอและไม่ได้รับการตอบสนองตามที่พึงพอใจมากนัก ทว่าในตอนของบรรยากาศที่ต้องรีบหาคะแนนเสียงซื้อใจประชาชนและเลี่ยงความบาดหมางนั้น เริ่มมีรูปแบบที่ทางการ ส่งสัญญาณเข้าหาเข้าช่วย วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
ซึ่งล่าสุดนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ กระทรวงพลังงาน และก็กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วก็ปตท. มาร่วมกันค้นหาแนวทางกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกนโยบายข้อกำหนด ช่วยเหลือบรรดาผู้ประกอบอาชีพรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
แต่ว่าแนวทางที่จะใช้ ในที่สุดก็หนีไม่พ้นที่จะออกมาในรูปแบบของการอุ้ม ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ให้แก่เหล่าบรรดารถยนต์มอเตอร์ไซด์รับจ้างนั่นเอง
แต่ก็ตาม ผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่จะได้รับการอุดหนุนราคาน้ำมันนั้นต้องเป็นคนที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก รวมทั้งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการที่รัฐแค่นั้น ซึ่งเมืองจะกระทำการช่วยอุดหนุนน้ำมันในอัตราลิตรละ บาทต่อลิตร ซึ่งจากผลของการประเมินพบว่าจะมีรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากทั้งประเทศอยู่ที่ราวๆ สองถึงสามแสนคันที่ได้รับโควต้านี้ และก็ยังต้องรอคอยผ่านกระบวนการอนุมัติ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ภายในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งแนวโน้มที่ข้างต่างๆที่เมืองเชื้อเชิญเข้าร่วมให้มาเข้าโครงการอุดหนุนน้ำมันในคราวนี้ย่อมส่อแววว่า จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในข้างของ ปตท.ซึ่งมีท่วงท่าแรงกล้าที่ต้องการร่วมประมูลโครงการลงทุนรถไฟฟ้าเชื่อม สนามบินที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นเป้าหมายสำคัญที่ยากจะปฏิเสธความร่วมมือในเรื่องเหล่านี้
เท่านั้นยังไม่พอ ในขณะนี้รัฐยังมีแต้มต่อที่ส่อว่าจะสามารถโน้มน้าว ให้ข้างต่างๆร่วมมือในเรื่องอื่นๆได้อีกด้วย ดังเช่น การอุดหนุนผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถแท็กซี่ รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวโยงกับการขับรถประจำทางจำพวกอื่นๆที่แรกเริ่มแล้วทาง ปตท.จำต้องแบกภาระอยู่แล้วในงบประมาณถึงปีละประมาณ2,500 ล้านบาท
และก็แน่ๆว่าเรื่องที่เมืองต้องหาแนวทางอุดหนุนประชาชนอยู่เสมอโดยเฉพาะการเข้าถึงรากฐานเสียงในระดับรากต้นหญ้าและประชาชนทั่วๆไป นั่นก็คือการช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหาร แล้วก็ผู้ใช้ครัวเรือนต่างๆที่มีการใช้ ก๊าซปิโตรเลียมเหลวซึ่งแม้ว่าจะยังคงข้อจำกัดจำกัดไว้แต่ว่าเฉพาะคนที่มีรายได้น้อยก็ตาม แต่งโดยประมาณสำหรับในการตรึงราคานั้นยังคงมีตัวเลขของการแบกแบกภาระสูงอยู่เหมือนกัน ซึ่งทาง ปตท เองก็มีการหาหนทางผ่อนผันภาระหน้าที่ของตนเองในทางที่เรียกร้องให้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามามีส่วนร่วมช่วยแบ่งแบกภาระในอัตราที่ บาทต่อลิตร โดยที่ปตท.จะเหลือการแบกรับภาระอยู่ที่ บาทต่อลิตร ซึ่งไม่ว่าเช่นไรเสีย การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เองนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่ามีส่วนประกอบการมีหุ้นส่วน ของผู้มีอำนาจในประเทศอยู่เยอะแยะหลายราย การใช้ ปตท.เป็นผู้มีหน้าที่หลักสำหรับในการช่วยเหลือเมืองบางทีอาจไม่ได้ง่ายได้ทั้งหมดทั้งปวง
แต่จะต้องรอติดตามกันถัดไปว่านโยบายใหม่ต่างๆที่เมืองกำลังมุ่งดำเนินงานช่วยเหลือบรรดาผู้ประกอบธุรกิจรถเมล์รับจ้าง เริ่มที่รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างนั้นจะได้รับผลตอบรับแล้วก็ความซาบซึ้งต่อเมืองมากมายเท่าใด